วันที่นำเข้าข้อมูล 1 เม.ย. 2559
วันที่ปรับปรุงข้อมูล 25 ต.ค. 2564
เมื่อวันที่ 31 มี.ค. 59 ที่ผ่านมา ออท.จุลพงษ์ โนนศรีชัย เดินทางมาบรรยายพิเศษหัวข้อ “คสพ.ไทย-จีน” ณ ห้องประชุมศูนย์ประชุมนานาชาติ ม. หัวเฉียว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมฉลอง 40 ปี คสพ.ไทย-จีน โดยก่อนการบรรยาย ได้มีพิธีมอบหนังสือแต่งตั้ง ออท. เป็น ศจ. กิตติมศาสตร์ของ ม.หัวเฉียว โดยในช่วงบรรยายมีเนื้อหาสรุป ดังนี้
“ไทย-จีนใช่อื่นไกล” : จุดเด่นของ คสพ.ไทย-จีน
การที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีฯ ได้ทรงเสด็จฯ เยือนมณฑลต่างๆ ของ จีน ถือเป็น ”เคาะประตู” และปูทางสำหรับการบุกเบิกและขยาย คสพ. ไทย-จีนให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น ทั้งนี้ การที่ชาวไทยเชื้อสายจีนมีการผสมกลมกลืนด้านสังคมวัฒนธรรมในสังคมไทยอย่างแยกไม่ออก ทำให้ชาวจีนได้รับการต้อนรับ จนมีความรู้สึกเสมือนเป็นสมาชิก ”ครอบครัว” เดียวกัน ดังคำกล่าวที่ว่า “ไทย-จีนใช่อื่นไกล” ซึ่งถือเป็นพื้นฐานของ คสพ.ไทย-จีน ซึ่งแตกต่างจาก คสพ.จีนกับประเทศอื่นๆ ในอาเซียน เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฯ
การพึ่งพาจีนในการพัฒนา ศก. ในเชิงโครงสร้าง
แม้ร้อยละ 70 ของสินค้าส่งออกเป็นสินค้า อก. แต่ร้อยละ 40 ของประชากรยังเป็นเกษตรกร รบ.
ไทยจึงให้ความสำคัญกับภาคเกษตร อาทิ ข้าว ยางพาราฯ จึงมีเงื่อนไขให้จีนเพิ่มการซื้อสินค้าเกษตร โดยมองว่า รถไฟความเร็วสูงจะช่วยเสริมขีดความสามารถด้านโลจิสติกส์ในการขนส่งสินค้า อก. / กษ. ไปยังตลาดโลกมากขึ้น
การพัฒนารถไฟความเร็วสูง เพื่อร้อยเชื่อมโยงภูมิภาค (regional connectivity)
นโยบาย One Belt One Road เป็นการเพิ่มบทบาททาง ศก. ของจีนในการให้ความช่วยเหลือในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยการสนับสนุนทางการเงินของ AIIB เพื่อให้เกิดความเชื่อมโยง (connectivity)ในภูมิภาค โดยจีนให้ความสำคัญกับไทยซึ่งมีทำเลที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ สามารถเป็นจุดเชื่อมระเบียง ศก. ทั้ง North-South Corridor (ตอนใต้ของจีน – สิงคโปร์) ขณะที่ East-West Corridor (เชื่อมฝั่งมหาสมุทรอินเดีย–ทะเลจีนใต้ ฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก) ซึ่งทำให้จีนเข้าถึงตลาดอาเซียน 600 ล้านคน โครงการรถไฟความเร็วสูงจะนำมาซึ่งโอกาสการพัฒนา ศก. ในภูมิภาค และจะเป็นเปลี่ยนภูมิทัศน์ (landscape) ทั้งทางการเมืองและ ศก. ในภูมิภาคที่สำคัญ
บทบาทในสร้างเสถียรภาพในภูมิภาค (regional stability)
ขณะที่ไทยได้รับการจัดให้เป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญในอาเซียน โดยเป็นประเทศผู้ประสานงานระหว่างจีน-อาเซียน มีส่วนในการไกล่เกลี่ยปัญหาข้อพิพาทหมู่เกาะทะเลจีนใต้ เพื่อหาทางออกโดยสันติวิธี และเห็นว่า การแก้ปัญหาข้อพิพาทเป็นเรื่องของประเทศในภูมิภาค ไม่ควรให้ประเทศนอกภูมิภาคเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยไทย เห็นด้วยที่จะให้ประเทศคู่กรณีปฏิบัติตาม Code of Conduct (แนวทางปฏิบัติระดับภูมิภาคในทะเลจีนใต้)
การแบ่งปันทรัพยากรน้ำ บนหลักการของการมี “โชคชะตาร่วมกัน” (common destiny)
ในการประชุมกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้างครั้งที่ 3 (Mekong- Lancang Cooperation:MLC) ระหว่างจีน ไทย วน. ลาว กพช. ได้มีการหารือเกี่ยวกับการแก้ปัญหาภัยแล้ง สืบเนื่องจากข้อกังวลที่ว่า น้ำถูกกักโดยเขื่อนจิ่งหงในจีน ซึ่งฝ่ายจีนได้ยอมปล่อยน้ำจากเขื่อนเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ระหว่างวันที่ 15 มี.ค.-10 เม.ย. 59 ซึ่งถือเป็นรูปแบบความร่วมมือในแก้ปัญหาร่วมกันของประเทศในภูมิภาคโดยสันติวิถี ตนได้มีโอกาสไปเยื่ยมเขื่อนจิ่งหงมณฑลยูนนาน พบว่า เขื่อนส่วนใหญ่ในจีนเป็นเขื่อนผลิตไฟฟ้า ซึ่งต้องระบายน้ำเพื่อใช้ปั่นไฟฟ้า ไม่ได้กักน้ำเพื่อการเกษตร อีกทั้ง ปริมาณน้ำที่ไหลจากแม่น้ำล้านช้างไปลงแม่น้ำโขงมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 10 ที่เหลือเป็นน้ำจากแม่น้ำสายเล็กๆ ในแต่ละประเทศ แต่คนยังเข้าใจว่าเป็นเพราะเขื่อนในจีนกักและไม่ปล่อยน้ำ สร้างความเสียหายแก่ ปท. ปลายน้ำ ซึ่งจีนควร ปชส. เรื่องดังกล่าว เพื่อลดกระแสต่อต้านจีน
------------------------------------------
รูปภาพประกอบ