ออท.สุจิตรา หิรัญพฤกษ์ พบปะและบรรยายพิเศษแก่ นศ.ไทย เมืองเซี่ยเหมิน

ออท.สุจิตรา หิรัญพฤกษ์ พบปะและบรรยายพิเศษแก่ นศ.ไทย เมืองเซี่ยเหมิน

วันที่นำเข้าข้อมูล 6 มิ.ย. 2560

วันที่ปรับปรุงข้อมูล 25 ต.ค. 2564

| 1,013 view

ด้วยวันที่ 31 พ.ค. 60 และวันที่ 2 มิ.ย. 60  สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองเซี่ยเหมินจัดโครงการกงสุลสัญจร ประจำปี 2560 โดยได้เรียนเชิญ ออท. สุจิตรา หิรัญพฤกษ์ มาพบปะและบรรยายพิเศษแก่ นศ.ไทยที่กำลังศึกษาที่เมืองเซี่ยเหมิน ในหัวข้อ “การเตรียมตัวเยาวชนต่อโลกยุคไร้พรมแดนและไทยแลนด์ 4.0” ดังนี้ 

                        1. การพบปะ นศ.ม.เซี่ยเหมิน วิทยาเขตเสียงอัน วันที่ 31 พ.ค.60

                        กสญ. ยินดีที่ได้มาจัดบริการกงสุลสัญจรแก่ นศ.ไทยที่ ม.เซี่ยเหมินในวันนี้ การดูแลชุมชนไทย เป็นหน้าที่สำคัญของ สกญ. ซึ่งมีทั้งงานด้านหนังสือเดินทาง บัตรประชาชน ใบรับรองขอผ่อนผันการเกณฑ์ทหาร ฯ และได้ให้ข้อมูล Thailand 4.0 ตามนโยบายของรัฐบาล และให้ข้อคิดเห็นการปรับตัวของ นศ. ให้ทันกับโลกไร้พรมแดนยุคดิจิทัล ซึ่งถือเป็นสิ่งท้าทายต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบัน

                        ออท. ในฐานะที่เป็น นศ.ขอให้ทุกคนตระหนักถึงบทบาทของการเป็น นศ.ที่ต้องหมั่นเพียรศึกษาให้สำเร็จการศึกษาตามเป้าหมาย และเมื่อเข้าสู่ชีวิตการทำงานก็ขอให้ทำหน้าที่และบทบาทของตนให้ดีที่สุด ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใดขององค์กร ก็สามารถทำตนเป็นประโยชน์แก่องค์กรให้มีความก้าวหน้าได้ โดยได้อ้างคำบอกเล่าของนาย Mark Zuckerberg (ผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊ก) ว่า เมื่อครั้งอดีต ปธน. จอห์น เอฟ เคนเนดี้ ได้เคยถามเกี่ยวกับหน้าที่ของพนักงานภารโรงองค์กรนาซ่า ซึ่งได้รับคำตอบว่า เป็นผู้มีส่วนในการส่งจรวดไปสู่อวกาศ (แม้จะมีตำแหน่งเป็นแค่พนักงานทำความสะอาด แต่ก็มีความภูมิใจในอาชีพตนเอง) กล่าวคือไม่ว่าอยู่ในตำแหน่งใดก็สามารถทำประโยชน์ให้กับองค์กร ซึ่งจะเป็นแรงดลใจที่สำคัญในการทำงาน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแต่ละองค์กร (แม้อยู่ในหน้าที่ใดก็ตาม) ต้องรู้จักทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด ดังเช่นที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงเน้นย้ำเรื่องหน้าที่ของคนไทยอยู่เสมอ

                        รอง สกญ. ได้ให้ข้อมูลบทบาทของจีนในเรื่อง ”One Belt One Road”  ซึ่งเน้นการเชื่อมโยงใน 5 ด้าน ได้แก่ ด้านนโยบาย โครงสร้างพื้นฐาน (การคมนาคมขนส่ง โลจิสติกส์) เศรษฐกิจ การเงิน และ คสพ.ระดับ ปชช. ที่จีนสามารถเชื่อมโลกเข้าด้วยกัน ซึ่งเป็นโอกาสที่ นศ. ควรต้องติดตามและปรับตัวให้ทันต่อกระแสโลกาภิวัตน์ดังกล่าว

                        ช่วงแลกเปลี่ยน

                        ออท. ได้ถามความเห็น นศ.เกี่ยวกับปัญหา/และข้อคิดเห็นในโอกาสของการที่ได้มาศึกษาในจีน - น.ส.ขนิษฐา อุทัยพันธ์ (ป.เอก ปีที่ 1 คณะ Ocean and Earth Sciences) เคยเป็นผู้ช่วยสอนของคณะวิทยาศาสตร์ทางทะเล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และตั้งใจจะกลับไปเป็น อจ.จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 ได้แสดงความเห็นที่สะท้อนถึงปัญาหาการศึกษา/ระบบการทำงานในไทย เนื่องจาก

                        - ความเหลื่อมล้ำโอกาสทางการศึกษา                                                                                                       ปัจจุบันการศึกษาไทยนั้นเป็นที่ทราบกันดีว่า ระบบการศึกษาค่อนข้างจะล้มเหลวเมื่อเทียบบระบบการศึกษาของปท.เพื่อนบ้านและในภูมิภาค โดยเห็นว่าเป็นเพราะความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เด็กที่ศึกษาใน กทม. และ ตจว.มีความแตกต่างกัน เนื่องจากประสิทธิภาพของครู อาจารย์มีความแตกต่างกัน ต้นตอปัญหาครูใน ตจว.คือ  เมื่อเด็กส่วนใหญ่สอบเข้าคณะที่ต้องการไม่ได้ เช่น แพทย์ เภสัช วิศวกรรม ฯลฯ เด็ก ตจว.มักจะเรียนครุศาสตร์ เพื่อจบมาเป็นครูใน รร.เอกชน หรือ รร.รัฐใกล้บ้าน นี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เมื่อเปรียบเทียบกับระบบการศึกษาของเด็กในจีน มีความเหลื่อมล้ำน้อยกว่า เด็กสามารถเข้า รร.ใกล้บ้านได้ มีคุณภาพการศึกษาที่เท่าเทียมกัน ซึ่งเด็กทุกคนสามารถแสดงศักยภาพในการสอบแข่งขันโดยมีโอกาสที่เท่าเทียมกัน

                                    - แนวความคิดของคนไทยต่อการศึกษาวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ

                         เยาวชนยังขาดการตระหนักรู้ในหน้าที่รับผิดชอบของพลเมือง และจุดมุ่งหมายในอาชีพ รวมถึงแรง จูงใจในการทำงานด้านวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ (เช่น วิทยาศาสตร์ทางทะเล ป่าไม้ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ฯ ) ยังขาดการสนับสนุน เมื่อเทียบกับอาชีพอื่นๆ จึงไม่มีแรงจูงในการประกอบอาชีพ เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ไม่สามารถที่จะแสดงศักยภาพ และความรับผิดชอบต่อหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ ทั้งๆที่มีเยาวชนไทยมีความสามารถ แต่เลือกที่จะไปประกอบอาชีพที่ให้ค่าตอบแทนที่ดีกว่า จึงทำให้ไทยขาดทรัพยากรบุคคลที่จะช่วยกันพัฒนาวงการวิทยาศาสตร์ อันเป็นพื้นฐานของการพัฒนาในทุกองค์กร

                        บางงานวิจัยกลับถูกมองว่า ไม่มีการนำไปใช้ประโยชน์ เช่น การศึกษาคุณภาพน้ำตามพื้นที่ต่างๆ ซึ่งจะทำให้ทราบถึงสาเหตุของปัญหามลพิษทางน้ำ ว่าคุณภาพน้ำเสียเกิดขึ้นที่ไหน จากโรงงานหรือครัวเรือน สร้างความเสียให้กับทรัพยากรต้นกำเนิด เช่นทำลายแหล่งอาศัยของสัตว์ แหล่งวางไข่ของสัตว์น้ำฯ ข้อมูลเหล่านี้มีคุณค่ากว่าการประเมินค่าทาง ศก. จะเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาร่วมกันอย่างยั่งยืน ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขณะที่จีนให้การสนับสนุนการศึกษาวิทยาศาสตร์ธรรมชาติของจีนเป็นอย่างมาก โดยจะมีการประเมินมูลค่าของทรัพยากรทางธรรมชาติอย่างชัดเจน ซึ่งจะเป็นแรงจูงใจที่ดีต่อการศึกษาวิจัยวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ

                        -ระบบการจัดการในระดับอุดมศึกษา

                                    อาชีพ อจ. มหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษานั้นมีความรับผิดชอบสูง  ไม่ว่าจะเป็นการประเมินค่า KPI ของการสอน การทำวิจัย และอื่น ๆ ซึ่งบั่นทอนกำลังใจการทำงานของ อจ.ที่มีความเชี่ยวชาญ ซึ่งมีผลกระทบทำให้การสอนมีประสิทธิภาพลดลง เนื่องจากต้องจัดสรรเวลา เพื่อจะทำการประเมินต่างๆ จึงเห็นว่า ควรที่จะมีการปรับปรุงระบบการประเมินให้น้อยลง เพื่อที่จะเปิดโอกาสให้ อจ. ได้มีเวลาอย่างเต็มที่ ๆ จะพัฒนาทรัพยากรบุคคล เพราะการประเมินในบางครั้งไม่ได้สะท้อนปัญหาหรือผลที่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง รวมทั้งเป็นการบั่นทอนกำลังใจของคนรุ่นใหม่ที่ประสงค์จะทำงานในสายการศึกษาด้วย นำไปสู่ปัญหา ”สมองไหล” ซึ่งหากมีการปรับปรุงระบบการศึกษาไทย เชื่อว่าเยาวชนที่ศึกษาใน ตปท. จะเดินทางกลับไปพัฒนาประเทศร่วมกันอย่างแน่นอน

                        นศ. ที่ศึกษาภาษาจีนหลักสูตรระยะสั้น ประกอบด้วย นายพัทธพล  ภู่สมบุญ (นักธุรกิจรุ่นใหม่) ที่เห็นความสำคัญการใช้ภาษาจีนในการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ กล่าวว่าแรงงานจีนมีความขยัน และมีความตั้งใจมีการพัฒนาองค์กร เช่นเพิ่มประสิทธิภาพมากกว่าการคำนึงถึงค่าแรง ซึ่งในระยะยาวจะมีผลต่อประสิทธิภาพการแข่งขันระหว่างประเทศ

                        2. การพบ นศ.ม.หัวเฉียว ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติ ม.หัวเฉียว วันที่ 2 มิ.ย.60

                        กสญ. ในวันนี้การที่จัดให้อดีต ออท. มาบรรยาศในวันนี้ ซึ่งเป็น ขรก. จากหน่วยงานต่างๆ และ นศ. รวม 80 คน ซึ่งจะเป็นการเพิ่มพูนความรู้ให้แก่ นศ.ไทย โดยเฉพาะการถ่ายทอดประสบการณ์ด้าน ตปท. ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่การทำงานของ นศ.ต่อไป และได้ให้ข้อมูลด้านนโยบาย Thailand 4.0 ของรัฐบาล

                         ออท.  ได้กล่าวถึงแนวคิดการทำงานอย่างมีความสุขโดยขอให้มีความสำนึกในบทบาทและหน้าที่ และปฎิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถก็จะทำให้มีความสุขกับการทำงาน ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งหน้าที่ใดๆก็ตาม นศ.สามารถยึดถือศาสตร์ของพระราชาที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงให้ ปชช. คนไทยยึดถือเป็นแนวทางปฎิบัติ

                        รอง สกญ. การประชุม Belt and Road Forum (BRF) ที่กรุงปักกิ่ง (14-15 พ.ค.) มีผู้นำ 29 ปท. จาก110 ปท. ที่เข้าร่วม ซึ่งแสดงให้เห็นว่า แนวความคิด BRI ของจีนได้รับความสนใจในเวทีระหว่างประเทศ เนื่องจากทุก ปท. คาดหวังที่จะได้ประโยชน์จาก BRI ทั้งการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน (รถไฟ ท่าเรือฯ) การส่งเสริมการค้า การลงทุนซึ่งกันและกัน เวทีประชุมดังกล่าวจึงเป็นเสมือนการสร้างความเชื่อมโยงทางด้านนโยบายระดับรัฐบาล และจีนยังจำเป็นต้องสร้างและส่งเสริมความเข้าใจ คสพ.ระดับ ปชช. ระหว่างจีนกับนานาชาติ และเชื่อว่า การได้มาศึกษาที่เมืองเซี่ยเหมิน ซึ่งถือเป็นต้นทางของเส้นทางสายไหมทางทะเลจะนำไปสู่โอกาสการทำงานของ นศ. ต่อไปในอนาคต

                        การแลกเปลี่ยนความเห็น

                        ผู้แทน สนร. สอบถามเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยี IT ในการติดต่อประสานงานของหน่วยราชการ

                        ผู้แทน สศช.  กล่าวถึงประโยชน์ที่ไทยจะได้จาก One Belt One Road โดยการเชื่อมการขนส่งทางทะเลกับการขนส่งทางระบบรางจากฝั่งตะวันของจีน

                        ผู้แทน นศ. รบ.ไทยมีมาตรการอย่างไรที่จะสนับสนุนให้มีการเริ่มธุรกิจโดยนักธุรกิจรุ่นใหม่ (start-up)           

 

 

           

 

รูปภาพประกอบ

รูปภาพประกอบ